Easy E-Receipt 2568 ซื้ออะไรได้และซื้ออะไรไม่ได้
ปี 2568 รัฐบาลได้เปิดตัวมาตรการ E-Receipt 2.0 เพื่อช่วยประชาชนลดหย่อนภาษี พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและวิธีการใช้งานจากมาตรการ E-Receipt ในปีที่ผ่านมา บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับรายละเอียดทั้งหมดของโครงการ พร้อมเช็กลิสต์สินค้าที่สามารถซื้อได้และซื้อไม่ได้อย่างละเอียด
โครงการ Easy E-Receipt 2568 คืออะไร
E-Receipt คือมาตรการลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่ที่พัฒนามาจากโครงการช้อปดีมีคืน โดยในปี 2568 ได้ปรับเป็น E-Receipt 2.0 ที่ให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 50,000 บาท แบ่งเป็นสองส่วน คือ 30,000 บาทสำหรับสินค้าทั่วไป และ 20,000 บาทสำหรับสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน
Easy E-Receipt 2568 แตกต่างจากปีที่แล้วอย่างไร
มาตรการ E-Receipt 2.0 ในปี 2568 มีความแตกต่างจาก E-Receipt ในปีที่ผ่านมาหลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องของวงเงินและเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ ปีนี้มีการแบ่งวงเงินลดหย่อนออกเป็นสองส่วนชัดเจน เพื่อกระจายการใช้จ่ายและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับ E-Receipt มากขึ้น โดยร้านค้าสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งในรูปแบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt ขึ้นอยู่กับประเภทของร้านค้า ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้จ่ายมากขึ้น มาดูการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน
รายละเอียด | E-Receipt (2567) | E-Receipt 2.0 (2568) |
วงเงินรวม | 50,000 บาท | 50,000 บาท |
การแบ่งวงเงิน | ไม่มีการแบ่ง | แบ่งเป็น 2 ส่วน: 30,000 บาท (สินค้าทั่วไป) และ 20,000 บาท (OTOP/วิสาหกิจชุมชน) |
เอกสารที่ใช้ | e-Tax Invoice เท่านั้น | e-Tax Invoice และ e-Receipt |
ระยะเวลา | ตลอดปีภาษี | 16 ม.ค. - 28 ก.พ. 2568 |
Easy E-Receipt 2568 สามารถซื้ออะไรได้บ้าง
มาตรการ E-Receipt 2.0 เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าและบริการได้หลากหลายขึ้น โดยแบ่งตามวงเงินและประเภทร้านค้า ทั้งร้านค้าทั่วไปที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และร้านค้าวิสาหกิจชุมชน ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน
สินค้าและบริการที่สามารถลดหย่อนภาษีได้
การใช้สิทธิ์ E-Receipt ในวงเงิน 30,000 บาทแรก สามารถซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ ส่วนวงเงิน 20,000 บาทที่เหลือ สามารถใช้กับสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน รวมถึงหนังสือและสิ่งพิมพ์ทุกประเภท
สำหรับวงเงิน 30,000 บาทแรก
- สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปจากร้านค้าที่จดทะเบียน VAT
- เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ (ยกเว้นทองคำ)
- เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- อุปกรณ์กีฬาและสันทนาการ
- สินค้าเพื่อการศึกษาและงานอดิเรก
สำหรับวงเงิน 20,000 บาท
- สินค้า OTOP ทุกประเภท
- ผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน
- หนังสือและสิ่งพิมพ์ทุกประเภท
- สินค้าหัตถกรรมและงานฝีมือท้องถิ่น
สินค้าและบริการที่ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้
มาตรการ E-Receipt 2.0 ได้กำหนดสินค้าและบริการที่ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อย่างชัดเจน
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบทุกชนิด
- ยานพาหนะทุกประเภท (รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เรือ)
- ค่าสาธารณูปโภคและบริการสื่อสาร
- น้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซสำหรับยานพาหนะ
- บริการท่องเที่ยวและที่พัก
- ค่ารักษาพยาบาลและศัลยกรรม
- ทองคำและบัตรกำนัล
ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 2568
การใช้สิทธิ์ E-Receipt 2.0 มีเงื่อนไขเฉพาะสำหรับผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษี โดยจำแนกตามระดับรายได้ดังนี้
- รายได้ 150,001-300,000 บาท: ลดหย่อนสูงสุด 2,500 บาท
- รายได้ 300,001-500,000 บาท: ลดหย่อนสูงสุด 5,000 บาท
- รายได้ 500,001-750,000 บาท: ลดหย่อนสูงสุด 7,500 บาท
- รายได้ 750,001 บาทขึ้นไป: ลดหย่อนตามช่วงรายได้สูงสุด 17,500 บาท
สรุปบทความโครงการ E-Receipt 2.0 ในปี 2568
มาตรการ E-Receipt 2.0 ในปี 2568 เป็นโอกาสดีสำหรับผู้เสียภาษีที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังมองหาความช่วยเหลือทางการเงิน พรอมิสพร้อมให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่สมัครง่าย ใช้เพียงบัตรประชาชนและสลิปเงินเดือน
สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่ www.promise.co.th หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันพรอมิส รับบริการสินเชื่อที่เชื่อถือได้ อนุมัติทันใจ* ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการทางการเงินที่เป็นธรรมและโปร่งใส
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
ดอกเบี้ย 15%-25% ต่อปี
*กรุณาศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ก่อนการสมัครที่ promise.co.th
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
*หากยื่นเอกสารครบถ้วนภายใน 18:00 น. และไม่มีเหตุขัดข้องด้านเอกสารหรือระบบ จะสามารถอนุมัติได้ภายใน 1 ชั่วโมง หรือภายในวันถัดไป